Chinese Style Plyometrics Training " Lotus Kick "
วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556
Lotus Kick
Chinese Style Plyometrics Training " Lotus Kick "
Plyometric
การระเบิดพลังงานของกล้ามเนื้อ (Explosive)
ที่เห็นได้เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือการกระโดด
เมื่อกล้ามเนื้อหดตัวและเหยียดออกอย่างรวดเร็วพลังงานจำนวนมากถูกปลดปล่อยออกมาจนกระทั่งร่างกายของเราลองสูงขึ้นพ้นจากพื้นก่อนที่จะถูกแรงดึงดูดดึงให้ตกลงมาสู่พื้นอีกครั้ง
กลไกสำคัญสำคัญของการกระโดดก็คือการที่กล้ามเนื้อได้ปลดปล่อยพลังงานออกมาพร้อมกันในจังหวะเดียวอย่างรวดเร็ว
(เรากระโดดด้วยการเคลื่อนไหวช้าๆ ไม่ได้)
วันจันทร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556
10 Way to Strong
นี่คือหนทางหรือแนวทางพื้นฐาน
10
ประการที่จะช่วยให้คุณสามารถฝึกฝนและพัฒนาความแข็งแรงของร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม
ทั้งหมดประกอบไปด้วย
- ถ้านึกอะไรไม่ออก การทำ Full Font Squats เป็นหนทางที่ยอดเยี่ยมเสมอสำหรับฝึกความแข็งแรง เพราะการฝึกท่า Full Font Squats ท่าเดียวคุณจะได้ครบถ้วนทุกอย่างตั้งแต่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ (หัวไหล่ ข้อมือ เอว หลัง ข้อศอก หัวเข่า ขา และอื่นๆ) รวมไปถึงความมั่นคง การทรงตัว และจังหวะการใช้พลังงานแบบระเบิดพลังงาน (Explosive)
- การฝึกยกน้ำหนักแบบนักกีฬายกน้ำหนักโอลิมปิค ไม่ว่าจะเป็นท่า Snatch หรือ Clean and Jerk เป็นการฝึกความแข็งแรงที่ยอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัย การยกน้ำหนักด้วยท่าทางแบบกีฬายกน้ำหนักนี้จะต้องอาศัยความแข็งแรงตลอดทั่วทั้งร่างกาย (ไม่ใช่เพียงแค่บางส่วน) ที่ผสานกันเป็นหนึ่งเดียว การควบคุมจังหวะในการระเบิดพลังงานที่แม่นยำ สมาธิ ความมั่นคง และความยืดหยุ่นของร่างกาย เรียกว่าครบถ้วนทุกอย่างที่คุณต้องการเลยทีเดียว
- การฝึกความแข็งแรงโดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่การใช้พลังงานจากทั่วร่างกายและจังหวะในการระเบิดพลังงานกล้ามเนื้อทั่วร่างกายออกมาในช่วงจังหวะเดียวก็จริง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ควรละเลยการฝึกความแข็งแรงให้กับการเลื่อนไหวข่อต่อเดียวไปเสียทีเดียว โดยเฉพาะการมุ่งพัฒนาเฉพาะจุดกล้ามเนื้อที่พัฒนาช้าหรือยังเป็นข้อบกพร่องของการใช้พลังงานโดยรวม การฝึกแบบ Isolate นั้นก็ยังคงมีประโยชน์เสมอครับ
- ปัญหาของคนส่วนใหญ่ในการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อก็คือบางครั้งเราก็มุ่งพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อร่างกายส่วนบนและส่วนล่างแบบแยกส่วนจนในที่สุดพลังงานของทั้งส่วนนี้ก็ขาดการเชื่อมโยงถึงกัน ในกรณีนี้การฝึกท่าทางในกลุ่ม Hip Dominant ซึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนากล้ามเนื้อแกนกลางจะช่วยได้เป็นอย่างมาก เพราะกล้ามเนื้อแกนกลางจะเป็นตัวเชื่อมประสานให้กล้ามเนื้อส่วนบนล่างสามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาได้อย่างเป็นหน่วยเดียวกันได้อย่างยอดเยี่ยม
- ถ้าเราออกกำลังของกล้ามเนื้อมัดไหนก็ตามด้วยการผลัก เราก็ควรฝึกกล้ามเนื้อมัดนั้นด้วยการดึงควบคู่ไปด้วย ในทางตรงกันข้ามถ้าเราฝึกกล้ามเนื้อด้วยการดึงเราก็ควรจะเสริมการผลักควบคู่ไปด้วยเช่นเดียวกัน นี่เป็นหลักการง่ายๆ ของการสร้างความสมดุลให้กับร่างกายที่คุณไม่ควรมองข้าม
- โปรแกรมฝึกความแข็งแรงสมัยใหม่หลายโปรแกรมแนะนำว่าเราไม่ควรไปเสียเวลาฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางด้วยท่านอนด้วยเหตุผลที่ว่าท่านอนให้ความมั่นคงมากเกินไปจนทำให้กล้ามเนื้อแกนกลางไม่เคยชินที่จะต้องรักษาความมั่นคงและความสมดุลควบคู่ไปด้วย
- การมุ่งเน้นการฝึกด้วยระบบ Isolate (ฝึกแยกชิ้นส่วนกล้ามเนื้อ) อาจจะเป็นการฝึกที่ยอดเยี่ยมมากๆ สำหรับนักเพาะกาย แต่สำหรับเป้าหมายที่มุ่งไปที่ความแข็งแรงเป็นหลักนั้นมันไม่ใช่การฝึกที่เข้าท่านัก การฝึกที่เน้นความแข็งแรงจะเน้นไปที่การฝึกแบบใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกันซึ่งสอดคล้องกับการใช้พลังงานตามธรรมชาติมากกว่า โดยเฉพาะการฝึกแบบระเบิดพลังงาน (Explosive) นั้นจะเป็นสิ่งที่เน้นกันเป็นพิเศษ
- ถ้าพูดถึงการแข่งขันความแข็งแรงแล้ว เห็นจะลืมการแข่งขัน World Strong Man ไปเสียไม่ได้ ดังนั้นการสลับการฝึกด้วยการฝึกแบบ World Strong Man Style นั้นเป็นเรื่องที่ดีแท้แน่นอน การฝึกยกของหนักแล้วเดิน การฝึกพลิกยางแทร็คเตอร์ การฝึกลากน้ำหนัก หรืออื่นๆ ที่มีแข่งใน World Strong Man จะช่วยให้คุณได้พัฒนาความแข็งแรงอย่างไม่ต้องสงสัย
- การออกแบบโปรแกรมให้มีความผสมผสาน (แต่ครอบคลุมครบถ้วน) เป็นสิ่งที่ช่วยให้การฝึกของเรามีสีสัน พูดง่ายๆ คือถ้าฝึกสลับๆ กัยไปก็จะไม่น่าเบื่อครับ สามารถฝึกกันได้ในระยะยาวๆ
- การออกแรงผลักทุกๆ สิ่งคือการฝึก และการออกแรงดึงทุกๆ สิ่งก็คือการฝึกเช่นกัน
วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2556
Out of Comfort Zone
ธรรมชาติออกแบบสมองและระบบประสาทของเราให้มีความสามารถในการอยู่รอด
การทำอย่างไรก็ได้ให้ชีวิตสามารถอยู่รอดต่อไปได้คือเป้าหมายพื้นฐานที่สำคัญที่สุด
เพื่อการนี้ระบบประสาทของเราจึงสร้างกลไกที่เรียกว่า Comfort Zone
ขึ้นมาเพื่อลดความเสี่ยงใดๆ ก็ตามที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตของเรา
Comfort Zone คืออะไร?
มันเป็นภาพจำลองของพื้นปลอดภัยที่จิตใจของเราสร้างขึ้นมา
ในพื้นที่ Comfort Zone นี้เราจะรู้สึกว่ามันปลอดภัยหรืออย่างน้อยก็รู้สึกว่ามันดีอยู่แล้วสมควรที่จะดำเนินอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ
หลักการง่ายๆ ของมันมีอยู่ว่า มนุษย์เรานั้นไม่มีความสามารถสามารถในการที่รู้ได้อย่างแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรกับเราบ้างในอนาคต
เช่นถ้าเราย้ายถิ่นฐานไปที่อื่นอะไรจะเกิดขึ้นกับเราหรือถ้าถ้าเราทำในสิ่งใหม่อะไรจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา
ดังนั้นเพื่อให้มันจะปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้
สมองและระบบประสาทของเราจึงเลือกหนทางที่มันคิดว่าดีที่สุดและง่ายที่สุดขึ้นมา
นั่นก็คือ “การไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย” ถ้าเราไม่ย้ายหรือไม่ทำอะไรที่มันแปลกใหม่
เราอยู่ที่เดิมทำอะไรแบบเดิมๆ ปล่อยให้ทุกสิ่งมันดำเนินไปเหมือนกับที่มันเคยดำเนินไปได้ในทุกๆ
วัน ผลลัพธ์มันก็ย่อมจะเหมือนเดิม การเหมือนเดิมอย่างกับทุกวันที่ผ่านมานี้เป็นเครื่องการันตีอย่างชัดเจนว่าฉันยังปลอดภัยดี
ฉันยังปรกติดี หรืออย่างน้อยฉันก็ยังคงมีชีวิตต่อไปได้เหมือนกับทุกๆ วันที่ผ่านมา
เพื่อให้แน่ใจว่าชีวิตของเราอยู่จะใน Comfort Zone ที่ (มันคิดว่า) ปลอดภัย
ระบบประสาทของเราจึงสร้างเครื่องมือป้องกันไม่ให้เราใช้ชีวิตก้าวล่วงออกจากพื้นที่
Comfort Zone นี้เหมือนกับการที่เราล้อมคอกขังวัวควายเอาไว้ เพื่อไม่ให้หนีหายไปที่ไหน
เครื่องมือที่ว่านี้ก็เช่น
“ความรู้สึกว่าฉันกลัว”
“ความรู้สึกว่าฉันสำเร็จสมบูรณ์ดีแล้ว”
“ความเพ้อฝันถึงอนาคตที่แสนหวานของฉัน”
“ความรู้สึกว่าฉันผิดหรือฉันต้องการไถ่ถอนความผิด”
“ความรู้สึกว่าฉันเหนื่อยแล้ว พอแล้ว”
“ความรู้สึกว่าฉันไม่สามารถ หรือฉันไม่มีวัน”
“ความรู้สึกว่าสิ่งนั้นมันเป็นไปไม่ได้”
“ความรู้สึกว่าใครๆ เขาจะไม่ยอมรับหรือจะไม่ชอบ”
ความจริงยังมีรูปแบบเครื่องมือของ Comfort
Zone
อีกเป็นจำนวนมาก แต่ที่กล่าวมานี้คือเครื่องมือหลักๆ ที่เรามักจะพบเจอกันอยู่บ่อยๆ
ความจริงความรู้สึก (ที่เราเปรียบว่ามันเป็นเครื่องมือ) เหล่านี้มันถูกระบบประสาทของเราสร่างขึ้นมาเพื่อพยามปกป้องตัวมันเองให้อยู่รอดปลอดภัย
ซึ่งมันก็เคยใช้ได้ผลดีเมื่อตอนที่พวกเรายังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอาศัยอยู่ในป่าเป็นฝูงๆ
เหมือนอย่างเมื่อหลายหมื่นหลายแสนปีก่อน เราไม่อยากย้ายถิ่นฐาน
เราไม่อยากออกไปหาอาหารในที่เราไม่เคยไป
เราไม่อยากเสี่ยงทำอะไรที่เราไม่เคยทำมาก่อน
ทุกอย่างก็เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะยังสามารถมีชีวิตต่อไปได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
มันเคยเป็นระบบที่ยอดเยี่ยม
แต่ไม่ใช่สำหรับวันนี้
ทุกวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
สภาพสังคมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป ความสลับซับซ้อนทางสังคมและความต้องการ ปัจจัยในการดำรงชีพของมนุษย์สูงมากขึ้น
ละเอียดอ่อนมากขึ้น และสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จาก Comfort Zone
ที่เคยทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้เราได้รับกับอันตรายทุกวันนี้มันกลายสภาพเป็นคอกปิดกั้นความสำเร็จของเราไปเสียแล้ว
หลายคนมีชีวิตย่ำอยู่กับที่ปล่อยให้หลายสิ่งหลายอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตและผ่านอกไปอย่างว่างเปล่า
เราปล่อยให้ Comfort Zone ปิดกั้นตัวเราเอาไว้ด้วยความรู้สึกกลัว ไม่กล้า
ไม่มั่นใจ
และอีกอะไรอีกมามายหลายอย่างซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยฉุดรั้งชีวิตของเราให้ย่ำอยู่กับที่
ทุกวันนี้เราไม่พอใจเพียงแค่การหาอาหารในเขตหรือถิ่นอาศัยของตัวเอง
แต่ชีวิตของเราต้องการเดินไปข้างหน้า เดินไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ
ไม่ใช่แค่เราเดินอยู่คนเดียว บ่อยครั้งมันเป็นการแข่งขันกัน ใครล่ะจะเป็นคนที่ไปถึงและคว้าเอาเป้าหมายนั้นมาไว้ในมือได้ก่อนคนอื่น
เมื่อติดอยู่ในคอกกั้น และเราไม่สามารถก้าวพ้นคอกกั้นนี้ออกไป
การเดินทางไปจนถึงเป้าหมายอันเป็นความสำเร็จที่รออยู่ข้างหน้าจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
การแข่งขั้นกันเพื่อไปให้ถึงก่อนก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้เป็นเช่นกัน
เมื่อเราต้องการความสำเร็จ ต้องการชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมชีวิตที่ดีกว่าที่เคยเป็นอยู่
เรามีความจำเป็นต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้เกิดขึ้น การมีชีวิต “เหมือนเดิม”
อาศัยอยู่ใน Comfort Zone ที่แสนสบายไม่อาจทำให้เราไปถึงจุดนั้นได้เลย
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องฝึกออกจาก Comfort Zone ที่ขังชีวิตของเราเอาไว้
เราจะออกจาก Comfort Zone ได้อย่างไร?
คำตอบของมันไม่มีอะไรมากไปกว่าการ “ฝึก”
เราต้องฝึกที่จะทำบางสิ่งที่ท้าทาย ไปให้ถึงจุดที่คิดว่ามันเป็นขีดจำกัดของเราแล้วข้ามพ้นมันไปให้ได้
ฝึกที่เอาชนะขีดจำกัดของตัวออกไปเรื่อยๆ ฝึกต่อสู้กับตัวเอง (บางครั้งอาจจะต้องฝึกสู้กับคนอื่น)
เรียนรู้ที่จะเอาชนะตัวเอง ทำลายสถิติของตัวเอง ขยายพื้นที่ภายในจิตใจของเราออกไปไปเรื่อยๆ
ประสบการณ์เล็กๆ แต่ทรงพลังที่แสนยอดเยี่ยมนี้จะทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนไป
วันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556
Overload Principle
หลักการง่ายๆ มีอยู่ว่าร่างกายของมนุษย์นั้นมันไม่ใช่สิ่งคงที่ โดยมันจะพยามปรับเปลี่ยนตัวมันเองให้สอดคล้องไปกับสภาวะแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่
เช่นถ้าคุณอยู่ในที่ๆ มีอากาศหนาวมีแสงแดดน้อยๆ เป็นเวลานาๆ สีผิวของคุณก็จะค่อยๆ ซีดลงเพราะร่างกายไม่มีความจำเป็นต้องใช้เมลาโทนินในชั้นผิวหนังมากเหมือนคนเมืองร้อน
หรือถ้าคุณอาศัยอยู่ในที่ๆ มีความกดอากาศต่ำมากๆ เช่นที่ราบสูงธิเบต
ระบบหลอดเลือดและระบบสูบฉีดโลหิตของคุณก็จะถูกแข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อที่มีชีวิตรอดต่อไปได้ในสถานที่แบบนั้น
นี่คือความมหัศจรรย์ที่สุดประการหนึ่งของมนุษย์ก็ว่าได้
สำหรับการฝึกความแข็งแร็งให้กับร่างกายก็เช่นกัน
เรามีความจำเป็นที่จะต้องสร้างสภาพแวดล้อมแบบพิเศษขึ้นมาเพื่อเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาร่างกายของเรา
สภาพแวดล้อมแบบพิเศษที่ว่านี้ก็คือจำนวนน้ำหนักที่จะใช้ในแต่ละท่าฝึกรวมไปถึงปริมาณ
(คือจำนวนครั้งและจำนวนเซ็ท) ที่เราใช้ในการฝึกแต่ละครั้งด้วย เมื่อร่างกายต้องรับภาระเป็นน้ำหนักในปริมาณที่มากในระยะเวลาที่ต่อเนื่องกัน
เพื่อความอยู่รอดกลไกประสาทในร่างกายของเรามันจึงต้องสร้างความแข็งแรงให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อมที่มันกำลังเผชิญอยู่
จะบอกว่าร่างกายของเรากำลังวิวัฒนาการอยู่ก็ได้
ดังนั้นเมื่อเราฝึกหนักเราก็จะแข็งแรง
ถ้านอนอยู่เฉยๆ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายร่างกายของเราก็จะอ่อนแอมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะความแข็งแรงจะเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป
เราเป็นตามสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่ ดังนั้นถ้าอยากแข็งแรงก็ต้องฝึก เมื่อฝึกก็ต้องลำบาก เมื่อลำบากเราก็จะแข็งแรง
นี่เป็นหลักการง่ายๆ
ที่เป็นพื้นฐานแต่สำคัญที่สุดของฝึกฝนร่างกายทุกชนิด และไม่มีวิธีการอื่นใดที่จะอยู่นอกเหนือไปกว่าหลักการง่ายๆ
อันนี้ได้
เพราะฉะนั้น ทางลัดและความสบายจึงไม่มีครับอย่างนอนครับ
Big vs. Strong
ผมไม่ได้บอกว่าคนกล้ามเนื้อใหญ่โตจะไม่แข็งแรงนะครับ
โดยธรรมชาติแล้วกล้ามเนื้อที่ใหญ่กว่าจะมีความแข็งแรงมากกว่ากล้ามเนื้อที่มีขนาดเล็กกว่าอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
เพียงแต่ว่ากฎข้อนี้บางทีมันก็ไม่เสมอไป ถ้าเราดูการแข่งขันที่ต้องอาศัยความแข็งแรงมากๆ
เช่นกีฬายกน้ำหนักหรือการแข่งขันจำพวก World Strong Man
เราก็จะพบว่าบ่อยครั้งที่คนที่ทำสถิตได้ดีกว่าก็ไม่ได้มีรูปร่างที่ใหญ่โตมากมายอะไร
หลายต่อหลายคนมีรูปร่างใหญ่กว่าแต่ก็ทำสถิติได้น้อยกว่าคนที่รูปร่างเล็กกว่าด้วยซ้ำ
ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับอะไร?
ถ้าเราต้องการฝึกกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรง
(Strength) สิ่งที่เราต้องทำก็คือเราจะต้องฝึกโหลดน้ำหนักให้ได้ใกล้เคียงที่สุดกับน้ำหนักสูงสุดที่เราสามารถรับได้
เช่นถ้าเราสามารถยก Power Snatch ได้สูงสุดคือ 100 กิโล
(ถ้ามากกว่าอี้อีกเพียงขีดเดียวกล้ามเนื้อก็จะรับไม่ไหว)
สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือฝึกยก Power Snatch ให้ได้ใกล้เคียงกับ 100 กิโลมากที่สุด
ทำเพียงครั้งเดียวทุกอย่างก็จบเรียกว่าจบหนึ่งเซ็ทการฝึกด้วยครั้งเดียวเท่านั้น
(1Rep./Set) โดยอาจจะฝึกกี่เซ็ทก็ได้เพื่อให้ระบบกล้ามเนื้อค่อยๆ
ปรับความเคยชินกับน้ำหนักระดับนี้ซึ่งในที่สุดก็จะนำไปสู่ความสามารถในการยก Power
Snatch ด้วยน้ำหนังสูงสุดที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นอย่าแปลกใจที่นักกีฬายกน้ำหนักจะฝึกยกน้ำหนักแบบเป็นครั้งๆไปโดยไม่ได้เน้นที่จำนวนต่อเนื่องเลยแต่จะสนใจที่สถิตสูงสุดที่ทำได้ในแต่ละวันมากกว่า
สำหรับการฝึกให้มีกล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่
(Growth Up) นั้นแตกต่างอกไป การฝึกให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่นั้นอาศัย
Value ในการฝึก คำว่า Value นี้ก็คือการฝึกเชิงปริมาณโดยประกอบไปด้วยจำนวนจำนวนครั้งที่ฝึกท่านั้นต่อหนึ่งเซ็ท
และจำนวนเซ็ทที่จะฝึกต่อหนึ่งรอบการฝึก เพราะ Value
ในการฝึกที่เหมาะสมจะเป็นตัวกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกิดกระบวนการ Hypertrophy
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้กล้ามเนื้อของเราใหญ่โตมากขึ้น
แต่เนื่องจากจะต้องอาศัย Value ในการฝึกดังนั้นการฝึกจึงมีความจำเป็นที่จะต้องลดน้ำหนักที่ใช้ฝึกลงมาเพื่อให้กระบวนการ
Value มันสามารถดำเนินไปจนจบสิ้นได้
นี่ก็คือความแตกต่างกันในส่วนของแนวคิดพื้นฐานของการฝึกทั้งสองลักษณะ
ความแตกต่างประการต่อมาก็คือ
การฝึกเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อให้มีขนาดใหญ่จะเน้นการฝึกแบบ Isolate (ฝึกกล้ามเนื้อแบบแยกส่วน)
เป็นหลักเพื่อให้สามารถควบคุมและเน้นการฝึกเฉพาะมัดกล้ามเนื้อเฉพาะจุดได้อย่างเต็มที่
ในขณะที่การฝึกแบบเน้นการพัฒนาความแข็งแรงจะไม่ทำอย่างนั้นเลย เพราะในการฝึกจะมุ่งเน้นไปที่การใช้พลังงานกล้ามเนื้อแบบผสมผสานทั่วทั้งร่างกายมากกว่า
(เช่นการฝึกในแนว Explosive) เพื่อให้แต่ละครั้งสามารถรับน้ำหนักได้เต็มที่สูงสุด
โดยธรรมชาติแล้วการเคลื่อนไหวของมนุษย์ไม่ได้เป็นแบบ
Isolate และจะเป็นแบบผสมผสาน (คือใช้กล้ามเนื้อหลายมัดร่วมกันในหนึ่งการเคลื่อนไหว)
ยกตัวอย่างเช่นคุณต้องแบกถุงอาหารหมาขนาดห้าสิบกีโลจากท้ายรถเข้าไปเก็บในบ้าน
หรือยกถังแก๊สจากหน้าบ้านเข้าไปในครัว
การใช้กล้ามเนื้อในกิจกรรมเหล่านี้มันจะเกิดขึ้นอย่างผสมผสานและสลับซับซ้อน
มันต่างอยู่มากทีเดียวเมื่อเทียบกับการอกแรงกับสารพัดแมชชีนที่ช่วยให้เราออกกำลังการได้แบบเฉพาะจุด
ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจถ้าบางคนจะสามารถทำน้ำหนักในการฝึกกับแมชชีนหรือท่าฝึกต่างๆ
ได้ในระดับที่สูง
แต่ก็ยังไม่สามารถทำกิจกรรมประเภทยกกระสอบอาหารหมาหรือแบกถังแก๊สได้ทะมัดแมงเท่ากับพนักงานส่งสินค้าที่คุ้นเคยกับอิริยาบทใช้พลังงานเหล่านี้เป็นอย่างดี
(เพราะทำเป็นงานอยู่ทุกวี่ทุกวันจนระบบกล้ามเนื้อมีความเคยชินทำนองเดียวกับคนที่ฝึกในระบบที่เน้นความแข็งแรง)
การฝึกกล้ามเนื้อในแนวผสมผสานเลยมีความได้เปรียบกว่ามากเมื่อต้องมาวัดผลความแข็งแรงกันที่ท่าทางที่มีความสลับซับซ้อนหรือเป็นธรรมชาติเช่นในการแข่งขันยกน้ำหนักหรือการแข่งขัน
World Strong Man
ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนที่คุณจะวางแผนหรือวางโปรแกรมออกกำลังกายของคุณ
สิ่งแรกที่คุณจะต้องให้ความสำคัญกับมันเป็นอย่างมากก็คือ
“ผลลัพธ์ที่คุณต้องการ” (Outcome Thinking) เพราะมันจะช่วยให้เส้นทางในการพัฒนาขีดความสามารถของคุณตรงและสั้น
เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนตรงความต้องการที่แท้จริงของคุณอย่างรวดเร็ว
บางสิ่งบางอย่างนั้นคล้ายกันมาก
แต่ก็แตกต่างกันอยู่มากโขครับ
วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556
4 Pillars to Strong
- GOAL - กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น “ภายในหกเดือนนี้ฉันจะต้องแข็งแรงจนสามารถยกน้ำหนักเท่าตัวของฉันเองได้!”
- FLEXIBLE - การยอมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของคุณ แน่นอนว่าคุณไม่สามารถนอนเฉยๆ แล้วแข็งแรงขึ้นได้ เพื่อความแข็งแรงคุณจำเป็นต้องทำบางอย่างที่แตกต่างอกไปจากกิจวัตรที่เคยเป็นมา ซึ่งคุณมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยอมรับมัน
- ATTITUDE - ทัศนะคติที่ดีต่อตัวคุณเอง มันไม่มีอะไรมากไปกว่า “ฉันทำได้!”
- SELF - การเริ่มต้นและลงมือทำมันต่อไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จด้วยตัวของคุณเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





