การออกกำลังกายหากแบ่งออกเป็นลักษณะตามรูปแบบการใช้พลังงานจากกล้ามเนื้อ เราจะสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหรือชนิดต่างๆ ได้ดังต่อไปนี้ครับ
• Isometric Exercise หมายถึงการออกกำลังกายโดยให้กล้ามเนื้อมีการหดตัวที่คงที่ เช่นการฝึกถือน้ำหนักค้างเอาไว้ในท่าต่างๆ การฝึกยืน Standing แบบต่างๆ ในมวยจีน โยคะบางท่าทาง หรือการฝึก Plank เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อแกนกลาง
• Isotonic Exercise หมายถึงการออกกำลังกายโดยให้กล้ามเนื้อมีการยืดและหดตัวในระหว่างกายใช้พลังงาน เช่นการยกเวทในท่าต่างๆ ในการฝึกแบบ Isotonic นี้ยังแบ่งย่อยอกไปเป็น Concentric ซึ่งหมายถึงการใช้พลังงานในจังหวะที่กล้ามเนื้อหดตัว และ Eccentric ซึ่งหมายถึงการใช้พลังงานในจังหวะที่กล้ามเนื้อยืดตัวออก การอกกำลังกายเช่นการยกเวทในท่าทางต่างๆ ก็คือการออกกำลังกายแบบ Isotonic ทั้งสิ้น (บางทีก็เรียกวิธีการอกกำลังกายแบบนี้ว่า Dynamic Exercise)
• Isokinetic Exercise หมายถึงการออกกำลังกายโดยให้กล้ามเนื้อมีการเคลื่อนไหวต่อเนื่องไปอย่างสม่ำเสมอจนครบระยะเวลาหนึ่งตามที่กำหนดไว้ การปั่นจักรยาน สะบัดเชือก หรือการฝึกไทจี๋ (Taichi) ซึ่งเป็นเรื่องของการเคลื่อนไหวต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งถือว่าเป็น Isokinetic ทั้งสิ้น
• Plyometric Exercise หมายถึงการออกกำลังกายโดยให้กล้ามเนื้อมีการหดและยืดตัวแบบฉับพลันทันทีเพื่อระเบิดพลังงานออกมาในช่วงเวลาระยะสั้น การกระโดด การโยน หรือการทุ่ม คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการออกกำลังกายแบบ Plyometric
เนื่องจากลักษณะการออกกำลังกายมีถึง 5 กลุ่มด้วยกัน ดังนั้นคำถามอมตะตลอดกาลก็คือเราควรเลือกการออกกำลังกายแบบไหน หรือการออกกำลังกายแบบไหนจึงจะถือว่าดีที่สุด?
ความจริงแล้วทั้ง 5 กลุ่มหรือประเภทการออกกำลังกายนี้มันมีข้อดีข้อเสียตลอดจนคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างกัน ดังนั้นโปรแกรมการอกกำลังกายที่ดีจึงควรครอบคลุมการฝึกทั้ง 5 ลักษณะอย่างครบถ้วน เพราะ 5 ลักษณะการฝึกที่กล่าวมานี้ความจริงก็คือธรรมชาติในใช้กล้ามเนื้อในชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง การที่เราหิ้วถุงซุปเปอร์มาเก็ตกลับบ้านเห็นได้ชัดว่าเป็น Isometric ในขณะการก้าวกระโจนขึ้นรถเมล์เป็นเรื่องของ Plyometric อย่างไม่ต้องสงสัย
เพียงแต่ในโปรแกรมฝึกนั้นเราอาจจะมุ่งเน้นไปที่การฝึกในลักษณะใดเป็นพิเศษเพื่อให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่เราต้องการจากการอกกำลังกายของเราเท่านั้นเองครับ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น