หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Body Energy System

กลไกการสร้างพลังงานในร่างกายของมนุษย์เป็นอะไรที่ค่อนข้างซับซ้อน ทุกครั้งที่เราออกกำลังกายหรือกำกิจกรรมใดก็ตามที่ร่างกายต้องผลิตพลังงานอกมาเป็นจำนวนมาก มีกลไกถึง 3 ระบบด้วยกันที่เกี่ยวข้องกับการพลังงานในร่างกายของการ และนี่ก็คืออีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะทำความรู้จักกันเสียหน่อยหากต้องการให้การฝึกหรือการออกกำลังกายของเรามันเกิดประสิทธิภาพได้สูงสุด



กลไกแรกสุดคือ “ฟอสฟาเจน” (Phosphagen)

ทุกครั้งที่เราใช้แรงงานร่างกายไม่ว่าจะด้วยประการใดก็ตาม กลไกพลังงานแบบฟอสฟาเจนนี้คืออย่างแรกที่จะให้พลังงานแก่เรา กลไกนี้อาศัยครีเอทีนฟอสเฟตที่มีสะสมในกล้ามเนื้อเป็นตัวให้พลังงาน โดยร่างกายจะดึงเอาครีเอทีนมาสร้างเป็น ATP หรือสารให้พลังงานเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดตัวเกิดเป็นพลังงานขึ้นมา กระบวนการนี้เกิดได้ทันทีแบบปัจจุบันทันด่วนให้พลังงานได้สูงแต่เนื่องจากครีเอทีนมีสะสมในกล้ามเนื้อในปริมาณที่ไม่มากดังนั้นพลังงานแบบนี้ใช้ไปแป๊บเดียวก็หมดเกลี้ยง ประมาณกันว่าหาใช้พลังงานอย่างเต็มที่ไม่เกิน 30 วินาทีพลังงานก็หมด ดังนั้นกากร่างกายของเรามีการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 30 วินาที ร่างกายก็จะตัดระบบไปเป็นพลังงานกลไกที่สอง (ไม่ต้องรอให้มันหมดเกลี้ยงจริงๆ แล้วค่อยเปลี่ยน)

กลไกที่สองกี่คือ “ไกโคไลซิส” (Glycolysis)


หลังจากใช้พลังงานไปอย่างต่อเนื่อง 30 วินาที ร่างกายก็จะตัดไปใช้กลไกสร้างพลังงานแบบที่สองซึ่งเรียกว่าไกโคไลซิส กลไกนี้ร่างกายจะหันไปใช้ไกโคเจนและกลูโคสในร่างกายมาเป็นผลิตสาร ATP ให้พลังงานแทนซึ่งก็ให้พลังงานได้มากและฉับไวไม่แพ้ระบบฟอสฟาเจน แต่ก็อีกเช่นกันคือใช้ต่อเนื่องไปอีก 30 วินาทีก็เริ่มจะหมดร่างกายแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามไกโคไลซิสก็จะยังคงสร้างพลังงานให้ร่างกายต่อไปเรื่อยๆ (เพียงแต่เครื่องมันไม่แรงเหมือนช่วง 30 วินาแรก) ซึ่งสิ่งที่ได้มาจากการทำงานในลักษณะลากยาวแบบนี้ก็คือกรดแลคติกซึ่งจะตกค้างสร้างความปวดเมื่อยเหนื่อยล้าในกล้ามเนื้อต่อไปจนกระทั่งกล้ามเนื้ออิ่มตัวรับแลคติกไม่ไหวอีกแล้วร่างกายก็จะหยุดทำงานไปในที่สุด

กลไกตัวสุดท้ายคือ “อ๊อกซิเดทีฟ” (Oxidative)

หลังจากไกโคเจนถูกยาวต่อไปเรื่อยๆ หากไม่อิ่มกรดแลคติกไปเสียก่อนเมื่อมาถึงนาทีที่ 3 ของการใช้พลังงาน ในที่สุดร่างกายก็จะเข้าสู่พลังงานระบบสุดท้าย ซึ่งก็คืออ๊อกซิเดทีฟ กลไกพลังงานแบบอ๊อกซิเดทีฟจะใช้คาโบไฮเดรท(ซึ่งจะถูกแปลงเป็นกลูโคส)และไขมันที่สะสมอยู่เป็นปริมาณมากในร่างกายมาเปลี่ยนเป็น ATP ให้พลังงาน ดังนั้นอ๊อกซิเดทีฟจะสามารถสร้างพลังงานได้ในระยะยาวกว่าพลังงานสองระบบแรกมาก เรียกว่าลากได้ยาวไปจนกว่าพลังงานจะหมดร่างกายหรือไม่ก็ร่างกายอิ่มกรดแลติกอันสืบเนื่องมาจากการทำงานของไกโคไลซิสที่ยังไม่หยุดทำงาน (คือเข้านาทีที่ 3 ไปแล้วไกโคไลซิสก็ยังทำงานต่อไปและผลิตแลตเตสต่อไป เพียงแต่อ๊อกซิเดทีฟจะเข้ามาช่วยสร้างพลังงานเสริมเข้าไป) และที่ขาดไม่ได้ของการสร้างพลังงานระบบอ๊อกซิเดทีฟก็คือ “อ๊อกซิเจน” เพราะในกลไกนี้ร่างกายจะเริ่มใช้ไมโอคอนเดรียนในเซลกล้ามเนื้อเป็นตัวผลิดพลังงาน ซึ่งไอโอคอนเดรียนที่ว่าใช้อ๊อกซิเจนเป็นตัวสร้างพลังงาน ดังนั้นเมื่อร่างกายมาถึงการใช้พลังงานในกลไกสุดท้ายนี้เราจึงหายใจลึกและยาวขึ้น

แต่พลังงานอ๊อกซิเดทีฟไม่มีอยู่ในระดับสูงเหมือนอย่างในสองระบบแรกดังนั้นในระหว่างการใช้พลังงานแบบอ๊อกซิเดทีฟหากเราเร่งการใช้พลังงานให้สูงขึ้นเกินความสามารถของอ๊อกซิเดทีฟระบบไกโคไลซิสก็จะเร่งการทำงานมากขึ้นตามไปด้วยเพื่อชดเชยพลังงานในส่วนที่ยังขาดไป แน่นอนว่าแลคติกจำนวนมหาศาลก็จะตามมาด้วยเช่นกัน

ความรู้เรื่องระบบพลังงานทั้ง 3 ที่ว่ากันมายาวๆ นี้ให้ประโยชน์อะไรกับเราบ้าง?

ทั้งหมดนี้มันช่วยทำให้เรารู้จักและรู้ทันร่างกายของเรามากขึ้น ซึ่งจะสงต่อการออกแบบโปรแกรมการฝึกหรือการออกกำลังได้อย่างเหมาะสมตรงกับเป้าหมายที่เราต้องการ ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราต้องการลดไขมันในร่างกายเราก็มีความจำเป็นที่จะต้องอกกำลังกายเพียงเบาๆ ในช่วง 3-5 นาทีแรกเพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายได้กระโดดเข้าสู่กลไกพลังงานแบบอ๊อกซิเดทีฟอย่างเต็มที่ซึ่งอ๊อกซิเดทีฟเป็นเรื่องของการเผาผลาญพลังงานที่เป็นคาโบไฮเดรทและไขมันในร่างกายโดยตรง ในขณะที่นักเพาะกาย หรือนักย้ำหนักหรือนักกีฬาอะไรก็ตามที่อาศัยพละกำลังสูงในช่วงสั้นๆ ก็ไม่ควรที่จะวอร์มอัพที่หนักและนานเกินไปอีกทั้งควรมีเวลาพักที่เหมาะสมแก่การฟื้นพลังเพื่อการคงอยู่ในระบบพลังงาน 2 ระบบแรกให้ได้เต็มที่สูงสุดครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น