กลไกการสร้างพลังงานในร่างกายของมนุษย์เป็นอะไรที่ค่อนข้างซับซ้อน
ทุกครั้งที่เราออกกำลังกายหรือกำกิจกรรมใดก็ตามที่ร่างกายต้องผลิตพลังงานอกมาเป็นจำนวนมาก
มีกลไกถึง 3 ระบบด้วยกันที่เกี่ยวข้องกับการพลังงานในร่างกายของการ และนี่ก็คืออีกเรื่องหนึ่งที่ควรจะทำความรู้จักกันเสียหน่อยหากต้องการให้การฝึกหรือการออกกำลังกายของเรามันเกิดประสิทธิภาพได้สูงสุด
กลไกแรกสุดคือ
“ฟอสฟาเจน” (Phosphagen)
ทุกครั้งที่เราใช้แรงงานร่างกายไม่ว่าจะด้วยประการใดก็ตาม
กลไกพลังงานแบบฟอสฟาเจนนี้คืออย่างแรกที่จะให้พลังงานแก่เรา
กลไกนี้อาศัยครีเอทีนฟอสเฟตที่มีสะสมในกล้ามเนื้อเป็นตัวให้พลังงาน
โดยร่างกายจะดึงเอาครีเอทีนมาสร้างเป็น ATP หรือสารให้พลังงานเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดตัวเกิดเป็นพลังงานขึ้นมา
กระบวนการนี้เกิดได้ทันทีแบบปัจจุบันทันด่วนให้พลังงานได้สูงแต่เนื่องจากครีเอทีนมีสะสมในกล้ามเนื้อในปริมาณที่ไม่มากดังนั้นพลังงานแบบนี้ใช้ไปแป๊บเดียวก็หมดเกลี้ยง
ประมาณกันว่าหาใช้พลังงานอย่างเต็มที่ไม่เกิน 30 วินาทีพลังงานก็หมด ดังนั้นกากร่างกายของเรามีการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ
30 วินาที ร่างกายก็จะตัดระบบไปเป็นพลังงานกลไกที่สอง (ไม่ต้องรอให้มันหมดเกลี้ยงจริงๆ
แล้วค่อยเปลี่ยน)
กลไกที่สองกี่คือ “ไกโคไลซิส” (Glycolysis)
หลังจากใช้พลังงานไปอย่างต่อเนื่อง 30 วินาที
ร่างกายก็จะตัดไปใช้กลไกสร้างพลังงานแบบที่สองซึ่งเรียกว่าไกโคไลซิส
กลไกนี้ร่างกายจะหันไปใช้ไกโคเจนและกลูโคสในร่างกายมาเป็นผลิตสาร ATP ให้พลังงานแทนซึ่งก็ให้พลังงานได้มากและฉับไวไม่แพ้ระบบฟอสฟาเจน
แต่ก็อีกเช่นกันคือใช้ต่อเนื่องไปอีก 30 วินาทีก็เริ่มจะหมดร่างกายแล้ว
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามไกโคไลซิสก็จะยังคงสร้างพลังงานให้ร่างกายต่อไปเรื่อยๆ
(เพียงแต่เครื่องมันไม่แรงเหมือนช่วง 30 วินาแรก) ซึ่งสิ่งที่ได้มาจากการทำงานในลักษณะลากยาวแบบนี้ก็คือกรดแลคติกซึ่งจะตกค้างสร้างความปวดเมื่อยเหนื่อยล้าในกล้ามเนื้อต่อไปจนกระทั่งกล้ามเนื้ออิ่มตัวรับแลคติกไม่ไหวอีกแล้วร่างกายก็จะหยุดทำงานไปในที่สุด
กลไกตัวสุดท้ายคือ “อ๊อกซิเดทีฟ” (Oxidative)
หลังจากไกโคเจนถูกยาวต่อไปเรื่อยๆ หากไม่อิ่มกรดแลคติกไปเสียก่อนเมื่อมาถึงนาทีที่ 3 ของการใช้พลังงาน ในที่สุดร่างกายก็จะเข้าสู่พลังงานระบบสุดท้าย
ซึ่งก็คืออ๊อกซิเดทีฟ กลไกพลังงานแบบอ๊อกซิเดทีฟจะใช้คาโบไฮเดรท(ซึ่งจะถูกแปลงเป็นกลูโคส)และไขมันที่สะสมอยู่เป็นปริมาณมากในร่างกายมาเปลี่ยนเป็น
ATP
ให้พลังงาน ดังนั้นอ๊อกซิเดทีฟจะสามารถสร้างพลังงานได้ในระยะยาวกว่าพลังงานสองระบบแรกมาก
เรียกว่าลากได้ยาวไปจนกว่าพลังงานจะหมดร่างกายหรือไม่ก็ร่างกายอิ่มกรดแลติกอันสืบเนื่องมาจากการทำงานของไกโคไลซิสที่ยังไม่หยุดทำงาน
(คือเข้านาทีที่ 3 ไปแล้วไกโคไลซิสก็ยังทำงานต่อไปและผลิตแลตเตสต่อไป เพียงแต่อ๊อกซิเดทีฟจะเข้ามาช่วยสร้างพลังงานเสริมเข้าไป)
และที่ขาดไม่ได้ของการสร้างพลังงานระบบอ๊อกซิเดทีฟก็คือ “อ๊อกซิเจน”
เพราะในกลไกนี้ร่างกายจะเริ่มใช้ไมโอคอนเดรียนในเซลกล้ามเนื้อเป็นตัวผลิดพลังงาน
ซึ่งไอโอคอนเดรียนที่ว่าใช้อ๊อกซิเจนเป็นตัวสร้างพลังงาน
ดังนั้นเมื่อร่างกายมาถึงการใช้พลังงานในกลไกสุดท้ายนี้เราจึงหายใจลึกและยาวขึ้น
แต่พลังงานอ๊อกซิเดทีฟไม่มีอยู่ในระดับสูงเหมือนอย่างในสองระบบแรกดังนั้นในระหว่างการใช้พลังงานแบบอ๊อกซิเดทีฟหากเราเร่งการใช้พลังงานให้สูงขึ้นเกินความสามารถของอ๊อกซิเดทีฟระบบไกโคไลซิสก็จะเร่งการทำงานมากขึ้นตามไปด้วยเพื่อชดเชยพลังงานในส่วนที่ยังขาดไป
แน่นอนว่าแลคติกจำนวนมหาศาลก็จะตามมาด้วยเช่นกัน
ความรู้เรื่องระบบพลังงานทั้ง 3 ที่ว่ากันมายาวๆ นี้ให้ประโยชน์อะไรกับเราบ้าง?
ทั้งหมดนี้มันช่วยทำให้เรารู้จักและรู้ทันร่างกายของเรามากขึ้น
ซึ่งจะสงต่อการออกแบบโปรแกรมการฝึกหรือการออกกำลังได้อย่างเหมาะสมตรงกับเป้าหมายที่เราต้องการ
ยกตัวอย่างเช่นถ้าเราต้องการลดไขมันในร่างกายเราก็มีความจำเป็นที่จะต้องอกกำลังกายเพียงเบาๆ
ในช่วง 3-5 นาทีแรกเพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายได้กระโดดเข้าสู่กลไกพลังงานแบบอ๊อกซิเดทีฟอย่างเต็มที่ซึ่งอ๊อกซิเดทีฟเป็นเรื่องของการเผาผลาญพลังงานที่เป็นคาโบไฮเดรทและไขมันในร่างกายโดยตรง
ในขณะที่นักเพาะกาย หรือนักย้ำหนักหรือนักกีฬาอะไรก็ตามที่อาศัยพละกำลังสูงในช่วงสั้นๆ
ก็ไม่ควรที่จะวอร์มอัพที่หนักและนานเกินไปอีกทั้งควรมีเวลาพักที่เหมาะสมแก่การฟื้นพลังเพื่อการคงอยู่ในระบบพลังงาน
2 ระบบแรกให้ได้เต็มที่สูงสุดครับ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น